จากพีอาร์ ออแกไนซ์ สู่ล็อบบี้ยิสต์ เปิดบ้านอลัง ส่องชีวิตดี๊ดี! 'ไฮโซโอบอุ้ม' เธอคือใคร?

หลายคนอาจติดภาพเซเลบฯ-ไฮโซกับการเป็นเจ้าของธุรกิจแบรนด์เสื้อผ้า และแอคเซสเซอรี่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รองเท้า กระเป๋า แว่นตา รวมทั้งต่างหูเก๋ๆ แต่รู้ไหมว่ายังมีอีกหนึ่งเซเลบฯ ที่เก่งไม่แพ้กันด้วยธุรกิจที่แตกต่างกับการเป็น 'ล็อบบี้ยิสต์' หรือนักเจรจาต่อรองธุรกิจในประเทศเมียนมา จนก้าวเข้ามาเป็นนักธุรกิจแถวหน้าในวัยเพียง 26 ปี ...

'โอบอุ้ม-รัสรินทร์ ชุมสาย ณ อยุธยา' ไฮโซสาวสวย เก่ง และมีโปรไฟล์สุดจะเพอร์เฟกต์ กับการจับธุรกิจโปรเจกต์ละ 10 ล้าน ที่ใครหลายคนต่างอิจฉา



ล่าสุด ไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสเปิดบ้าน ส่องไลฟ์สไตล์ยามว่างของเธอ พร้อมพูดคุยแบบหมดเปลือกถึงเส้นทางการทำเงิน 'จากหลักแสนเป็นหลักสิบล้าน' ต้องบอกเลยว่า เรื่องราวของเธอนั้นน่าสนใจ และไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบสวยงามอย่างที่หลายคนคิดแน่นอน! 

พาร์ต 1 : นี่แหละตัวจริงของเธอ!

Q : อุ้มเป็นลูกคนสุดท้องรึเปล่า
ไม่คนสุดท้องนะ มีพี่น้อง 4 คน เราเป็นลูกคนที่ 3 มีพี่สาว 2 คน ชื่ออ้อนแอ้น กับอ้อมอก และมีน้องชาย 1 คน ชื่ออวบอ้วน เป็นครอบครัวตัว อ. เลย

Q : จบการศึกษาจากคณะอะไร สาขาไหน
ถ้าเป็นปริญญาตรี เราจบคณะนิเทศศาสตร์ สาขาประชาสัมพันธ์ มหา'ลัยกรุงเทพ ตอนนั้นได้เกียรตินิยมอันดับ 2 ด้วย (เกรด 3.55) แล้วก็มาต่อปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ มหา'ลัยกรุงเทพที่เดิม จำได้ว่าตอนนั้นจบมาด้วยเกรดเฉลี่ยประมาณ 3.67 ส่วนตอนนี้ก็กำลังศึกษาปริญญาเอก รัฐประศาสนศาสตร์ ที่มหา'ลัยกรุงเทพธนบุรี (หัวเราะ) คือที่เรียนมาไม่มีอะไรเหมือนกันเลยสักอย่าง เรียกได้ว่าคนละด้านกันเลย แต่เราก็ชอบนะ เหมือนตอนปริญญาตรีที่เราเลือกเรียนประชาสัมพันธ์ก็เพราะคุณแม่ทำงานด้านนี้ มันซึมซับมาตลอดเลยง่าย



Q : ที่บ้านจับธุรกิจอะไรอยู่บ้าง
เรื่องนี้เราไม่ค่อยรู้เลยนะ รู้แค่ตั้งแต่ต้นตระกูลที่บ้าน รุ่นคุณตา-คุณยาย ที่เขามีที่ดิน มีกินมีใช้ได้ทุกวันนี้ เพราะว่าเป็นเจ้าแรกในการทำดิกชันนารี ชื่อ 'เฉลิมนิจ' คือในจำนวนพี่น้องไม่มีใครยุ่งกับธุรกิจที่บ้านเลยจริงๆ

Q : คิดว่านิสัยส่วนตัวเป็นคนยังไง ไลฟ์สไตล์เวลาอยู่บ้านทำอะไรบ้าง
ง่ายๆ สบายๆ ห้าวๆ หน่อยมั้ง (หัวเราะ) ไม่ค่อยจะหวานเปรี้ยวมากเหมือนผู้หญิงทั่วไป เวลาอยู่บ้านเราก็จะนอนดูซีรีส์บ้าง การ์ตูนบ้าง เราค่อนข้างติดเลยล่ะเห็นแบบนี้ ไม่น่าเชื่อใช่ไหม? (หัวเราะได้ขี้เล่นสุดๆ เลย) อาจจะมีเข้ายิม เข้าสปาบ้าง แต่ถ้าออกไปข้างนอกก็คงเป็นเที่ยวต่างประเทศไปเลย ในทุกๆ ปีก็จะจัดทริปไปประเทศโน้น ประเทศนี้ เพราะเราเป็นคนชอบท่องเที่ยวรอบโลกอยู่แล้ว มันสนุกท้าทายดีนะ ถ้าจะจำกัดแค่อยู่ในประเทศไทย ก็คงจะเป็นทะเล เราชอบไปเที่ยวทะเลมาก หาร้านอาหารบรรยากาศดีๆ ไปนั่งทาน ดื่มไวน์ชิลๆ 



Q : อาชีพที่ใฝ่ฝันตอนเด็กๆ

คือนักธุรกิจ ส่วนตอนนี้อยากเป็นนักธุรกิจแถวหน้า

Q : ธุรกิจแรกที่จับคืออะไร ตอนอายุเท่าไร
ถ้าเป็นธุรกิจจริงๆ เลย คือธุรกิจขายครีมตอนเรียนมหา'ลัย ตอนนั้นเราก็ทดลองขายดู ปรากฏว่าขายดีมาก รายได้เข้ามาเป็นดับเบิ้ลเท่าตัวกับที่ลงทุนไปหลายเท่า แล้วตอนนั้นธุรกิจขายครีมมันยังไม่บูมขนาดนี้ ก็เลยทำให้รายได้ และผลตอบรับกลับมาถือว่าดีเกินคาด แต่ช่วงนั้นด้วยความที่เรายังเด็กอยู่มาก ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ เราก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ชอบธุรกิจอะไรแบบนี้ที่ต้องมานั่งทำโฆษณา ทำการตลาด คือใช่เรามีความรู้ เราสามารถทำได้ แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเราเลือกทำธุรกิจอะไรที่มีคู่แข่งน้อยรายกว่า



พาร์ต 2 : เข้าสู่เส้นทางธุรกิจอย่างจริงจัง !

Q : หลังจากนั้นหันมาทำธุรกิจอะไรต่อ
ไม่ได้จับเป็นตัวธุรกิจแล้ว ตอนนั้นเราเริ่มหันมาทำออแกไนเซอร์ พีอาร์ด้านที่เราเรียนมา หลังจากจบธุรกิจขายครีมก็เปลี่ยนโหมดมาทำอีเวนต์ จัดงานออแกไนซ์เลย ที่บริษัท A2Z Events’ Experts ทำตั้งแต่เรียนอยู่ปริญญาตรี ปี 4 เลย ด้วยความที่มันคุ้นเคยตั้งแต่เด็กๆ ซึมซับมาจากคุณแม่ เพราะคุณแม่เคยทำพีอาร์ที่โรงแรมโอเรียลเต็ลมาก่อนประมาณ 10 ปี ท่านก็ให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ มีคุณแม่คอยปูพื้นฐานมาให้ มันก็เลยเป็นอะไรที่เข้าขั้นว่าเราทำได้ดี โอเคในระดับหนึ่งเลย

Q : แล้วเริ่มจับพลัดจับผลูกลับมาทำธุรกิจได้ยังไง
ถึงเราจะทำงานพีอาร์ได้ดีในระดับหนึ่ง โอเคเราชอบ เรารักอาชีพนี้นะ แต่มันเป็นงานที่ต้องทำตลอด บางงานมีทั้งงานเช้า-เย็น ต้องตื่นมาเตรียมความพร้อมตั้งแต่ตี 3 ตี 4 นอนไม่เป็นเวลา แล้วต้องทำงานหนักทั้งวัน เราก็เลยรู้สึกเหนื่อย ไหนจะดีลงานกับคนก็ยาก หลายขั้นตอน ควบคุมหลายอย่าง บางทีไม่ได้ดีลเฉพาะลูกค้า แต่เราต้องดีลกับสเตจ สถานที่จัดงาน พริตตี้ พิธีกร มันก็ค่อนข้างควบคุมลำบาก แต่ถ้าถามถึงรายได้ก็ดีเลยล่ะ โปรเจกต์หนึ่งประมาณหลักแสนได้ ทว่ามันไม่เท่ากับที่เราทำอยู่ปัจจุบันนี้ อีกอย่างงานพีอาร์-ออแกไนซ์ ถ้าเราหยุดทำ มันก็จะไม่มีรายได้ แล้วเราก็ยังมีลูกน้อง ค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก มันก็เลยค่อนข้างจะลำบากนิดหนึ่ง คู่แข่งก็มากรายด้วย ลูกค้าสามารถเลือกเจ้าอื่นที่ดีกว่าได้ มันก็เลยต้องมีการแข่งขันสูง 



Q : ในฐานะที่คุณแม่ทำงานพีอาร์มาก่อน ท่านมีให้คำแนะนำยังไงบ้าง
คุณแม่อยากให้ทำต่อนะ แต่เราไม่ไหวแล้ว เหนื่อยมากจริงๆ ช่วงนั้นแอบโทรมนิดๆ ด้วยล่ะ ทว่าครอบครัวเราโชคดีอย่างนะ คือคุณแม่จะสอนให้ลูกๆ รู้จักคิดด้วยตัวเอง มีบ้างที่คุณแม่อยากให้เป็นแบบนั้นเป็นแบบนี้ตามประสาคุณแม่ทั่วไป แต่สุดท้ายแล้วเราจะเลือกอะไรก็เป็นสิทธิ์ของเรามากกว่า และคุณแม่ก็เคารพในการตัดสินใจของเราด้วย


Q : ตอนนั้นกลับมาทำธุรกิจอะไร คิดจะจริงจังเลยรึเปล่า
ตอนเราทำพีอาร์ ออแกไนซ์ เราก็จริงจังนะ แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้เราเหนื่อย และตอนนั้นมีโอกาสที่ดีกว่าเข้ามาพอดี เราก็เลยเลือกคว้ามันไว้ คืองาน 'ล็อบบี้ยิสต์' หรือ 'นักเจรจาต่อรองธุรกิจ' อยู่ที่พม่า มันเป็นงานที่ไม่ได้สบายเท่างานอีเวนต์ แต่รายได้เยอะเป็นหลายๆ เท่าตัว โปรเจกต์หนึ่งก็ตกประมาณ 10 ล้านได้ หน้าที่หลักๆ ที่เราทำ ก็จะเป็นคนประสานงานระหว่างนักลงทุนกับฝั่งพม่า คือเป็นคนกลางให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนที่พม่า หาโลเกชั่นทำเลดีๆ ให้เขา เข้าไปสำรวจดูพื้นที่ มันมากกว่านายหน้าตรงที่เราสามารถออกใบอนุญาตได้ และเราจะช่วยในเรื่องการปรึกษาต่างๆ เช่น กฎหมายพม่า เราก็สามารถให้นักการเมืองพม่าคุยให้ได้ เพราะว่าเขาก็เป็นหนึ่งในกรรมการร่างกฎหมายพม่า และก็เป็นเหมือน BOI ที่สมมตินักลงทุนจะเช่าที่ดิน เพื่อโรงงานอุตสาหกรรม หรือการเพาะปลูก เขาก็จะเป็นคนทำเรื่องให้ทั้งหมด แล้วเป็นคนอนุมัติเองด้วย 


Q : อยู่ๆ กระโดดก้าวข้ามมาในวงการนี้ได้อย่างไร 
จริงๆ คือเพื่อนชวน และเราก็รู้จักกับนักการเมืองที่พม่า ส.ว. ทวาย อยู่แล้วด้วย เขาสนิทกับคุณแม่ของเพื่อนมาประมาณ 20 กว่าปี ซึ่งเขารวยติดท็อปเท็นประเทศ ค่อนข้างพาวเวอร์ฟูลมากในพม่าเลยทีเดียว ทีนี้เราก็เลยดิวธุรกิจกันก่อน เหมือนใครที่อยากเข้ามาลงทุนทำธุรกิจในพม่าก็ให้ติดต่อเรา แล้วเราก็จะเป็นตัวกลางพาเขาไปเจอนักการเมือง ดูลู่ทางการทำธุรกิจ พาไปเจอสถานที่จริงๆ ให้ผลตอบแทนมันวิน-วินกันทั้งสองฝ่าย ถ้าถามว่านักการเมืองที่พม่าจะโกงเราไหม ไว้ใจเขาได้มากน้อยแค่ไหน ก็อย่างที่บอกว่าเขารู้จักกันกับคุณแม่ของเพื่อนมานาน ฉะนั้นเขารักกันเหมือนครอบครัว การที่จะมาเล่นแง่ โกงกัน เบี้ยวกัน มันไม่เกิดขึ้นแน่นอน!

อีกอย่างนักการเมืองพม่าก็ต้องการให้บ้านเมืองเจริญ ประเทศพัฒนา และเปิดกว้างมากขึ้น ถ้ามีนักลงทุนเข้าไป มันก็จะทำให้ประชาชนมีรายได้ เศรษฐกิจดีขึ้น การเมือง ทุกอย่างมันดีขึ้นอยู่แล้ว คือมันก็วิน-วินนะ เขาไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าแค่ช่วยเหลือประเทศให้ดีขึ้นเลย 


Q : ความยาก-กดดัน กับการก้าวข้ามมาวงการใหม่ที่ไม่คุ้นเคย
ไม่เลย เพราะเรามองทุกเรื่องเป็นความท้าทายมากกว่า เราสนุกกับการทำงานแบบนี้ที่ต้องออกไปแอดเวนเจอร์ข้างนอก มากกว่างานพีอาร์ที่ต้องอยู่แต่งานออฟฟิศซะอีก เราได้เที่ยวด้วย ได้พบเจอคนเยอะๆ ในระดับไฮ-โซไซตี้จริงๆ ธุรกิจตรงนี้มันทำให้เราโตขึ้นเยอะนะ เพราะเราได้รู้จักนักการเมือง ทหาร หรือนักธุรกิจใหญ่ๆ เยอะขึ้นมาก จากที่ตอนแรกไม่รู้ว่าต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง ก็เหมือนตอนนี้เรามีความรู้-ศึกษาจนเราสามารถก้าวขึ้นมาอีกสเต็ป รู้ว่าเราจะต้องดีลงานอย่างไร วางแผนแต่ละขั้นตอนยังไงบ้าง เอาไปเสนอพรีเซนต์ลูกค้ายังไง ข้อมูลจะต้องเตรียมพร้อมครบถ้วน ไหนจะต้องเข้าไปสำรวจดูพื้นที่จริงๆ ก่อนพานักลงทุนไป เพื่อไม่ให้เวลาไปถึงแล้วดูเงอะงะ ไม่โปรเฟสชั่นแนล ไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งอันนี้เป็นอะไรที่สำคัญมากนะ ในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุนของเรา จนถึงตอนนี้เราก็รู้สึกประทับใจ เพราะไม่คิดว่าเด็กอายุอย่างเราจะมีผู้ใหญ่มาติดต่อขอคุยธุรกิจด้วยแบบจริงจัง 


Q : อาชีพนี้ทำให้เราโตขึ้นจากงานพีอาร์-ออแกไนซ์ยังไงบ้าง
ได้ประสบการณ์ดีลงานกับคนใหญ่ๆ มากขึ้น เพราะเราเข้ามาทำในเรื่องของสัมปทานระดับใหญ่กับนักการเมือง คนในรัฐบาล มันทำให้เราต้องมีความรับผิดชอบ และรอบคอบในแต่ละขั้นตอนมากขึ้น แล้วงานมันแตกต่างกับงานพีอาร์อยู่แล้ว จากงานพีอาร์ที่นั่งอยู่แต่ออฟฟิศ ห้องแอร์เย็นๆ ในตึก พอมาทำงานนี้บางวันเราก็ต้องพานักลงทุนไปดูน้ำตกไว้ทำเป็นพลังงานน้ำ เราก็ต้องขึ้นเขาวันละลูก วันนี้ดูลูกนี้ พรุ่งนี้พาขึ้นไปดูอีกลูก งานเป็นอะไรที่ทรหดมาก หรือบางทีช่วงน้ำท่วม เราก็ต้องพานักลงทุนไปดู เพราะมันต้องดูทั้งหน้าฝน และหน้าร้อน เพื่อที่จะได้ดูปริมาณน้ำสำรอง พอหน้าฝนน้ำมันท่วมหมด เราก็ต้องพายเรือ นั่งกันประมาณ 3-4 ชม. เพื่อที่จะเข้าไปดูตัวเขื่อน ถ้าถามว่าคนที่สวยๆ ออกงานไฮโซ จะทำแบบเราได้ไหม คือมันก็เป็นเรื่องลำบากสำหรับเขานะ ทว่าสำหรับเรามันโอเค เราชอบ-ทำได้ เพราะเราก็เป็นคนลุยๆ อยู่แล้ว 



Q : จนถึงตอนนี้จับมาทั้งหมด 2 ธุรกิจ
จริงๆ ยังมีอีกหนึ่งธุรกิจนะ เป็นธุรกิจส่วนตัว นอกจากธุรกิจขายครีม ทำพีอาร์-ออแกไนซ์ ผันตัวมาเป็นล็อบบี้ยิสต์ (ที่ไม่ใช่ธุรกิจส่วนตัว) ตอนนี้เราได้เปิดบริษัททำ Agriculture ระดับ Economic Scale เป็นของตัวเอง เป็นธุรกิจเกี่ยวกับการปลูกพืชพลังงาน เพื่อจำหน่ายให้กับบริษัทที่ทำงานทดแทน ซึ่งเราทำตำแหน่งเป็น Chief Executive Officer บริษัท สินธุ์จุฬานนท์ จำกัด


http://www.thairath.co.th/content/534742

0 comments:

แสดงความคิดเห็น